Aj.'s profileAj's spacePhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    October 26

    Water Puzzle Game ไม่ยากอย่างที่คิด

    วันนี้เพื่อนส่งเกม WaterShare.xls มาให้
    เป็น Water Puzzle Game ประมาณว่า มี เหยือกอยู่ 3 ใบ โดยมีขนาด 19 ลิตร (เหยือกเปล่า) , ขนาด 13 ลิตร (น้ำเต็มเหยือก) , ขนาด 7 ลิตร (น้ำเต็มเหยือก)  แล้วให้เราทำให้เหยือก 2 ใบ มีน้ำบรรจุอยู่ 10 ลิตร

    WaterShare

    ตอนแรกก็ลองย้ายไปย้ายมา แต่ก็ไม่สำเร็จ เลยลองเขียนบนกระดาษดู แล้วก็ค่อยๆไล่ไป สุดท้ายก็ทำสำเร็จจนได้  
    ไหนๆก็ทำได้แล้ว ก็เฉลยเลยละกัน  
    (I want two jars with 10 liters of water!?)  Answer
    October 15

    [OT] ว่าด้วยเรื่องรายการ "จมูกมด", ความรู้สึกที่เสียไปเพียงแค่คำพูดไม่กี่คำ

    ดูแล้วเซ็งมาก ยิ่งอ่านยิ่งเซ็ง
    ก็เลยเอามาให้เซ็งตามๆกัน  เป็นข้อความที่มาจากเสียงประชาชนผู้ชื่นชอบทงบังที่แสดงออกมาที่น้องในบอร์ดยกมาแสดงแค่ส่วนน้อย
    ถ้าไปอ่านจากบอร์ดช่อง 7 จะยิ่งกว่านี้เยอะ ด่าแบบคนมีการศึกษา แต่เจ็บลึกๆ
     
    เป็นธรรมดาที่ทุกคนจะแหกตาตื่นแต่เช้าตั้งแต่ 6 โมง ไม่ใช่อะไร แต่เพื่อรายการจมูกมด
    เนื่องจากโฆษณาที่ปล่าวประกาศทั่วราชอาณาจักรว่า "จะมีสัมภาษณ์พิเศษดงบังชินกิ"

    แน่นอน มันคือ "ความหวัง" ที่คาดว่าจะได้ "ความประทับใจ"

    แต่สิ่งที่ได้วันนี้มันคืออะไร

    การที่พิธีกรออกมาพูดว่า "ดงบังชินกิคือใคร"
    จะพูดว่าพิธีกรเสียทีเดียวก็ไม่ถูก ต้องใช้คำว่า "ผู้ประกาศข่าว" มากกว่าถึงจะถูกใช่มั๊ยคะ?
    ไม่จำเป็นที่ว่าคุณต้องชอบดงบังชินกิ แต่บางทีการอ่านข่าวอะไรเพียงแค่สักข่าว ถึงเขาจะไม่สำคัญสำหรับคุณ แต่คุณก็ควรที่จะให้เกียรติโดยที่ไม่พูดแบบนั้น

    แล้วอะไรอีกที่คุณพูดมา (เราจำไม่ได้ทั้งหมดว่าเขาพูดว่าอะไร กำลังจะไปหาคลิปและนำมาโพสให้อ่านกัน)
    แต่ที่จับใจความได้ ก็คือ ดงบังหน้าตาไม่เห็นจะดีเลย พูดในทำนองที่ว่า
    นักร้องไทยสองคน(ไม่ขอเอ่ยชื่อ) หน้าตายังดีกว่า ดูดี อินเตอร์กว่าเยอะ

    เราไม่ได้ว่า ใช่!!! นั่นอาจจะเป็นทัศนคติของคุณ ไม่ผิด
    แต่ถ้าไม่พูดก็คงไม่ทำให้รายการของคุณย่อยยับลงไปหรอกว่ามั๊ย? พิธีกรที่นั่งอยู่ด้วยกัน รวมทั้งทีมงานอาจจะไม่รู้สึกรู้สาอะไร คุณอาจจะออกมาแก้ตัว พูดได้ว่า "พูดเล่น"
    แน่นอน! พูดเล่นคำนี้ใคร ๆ ก็พูดได้ แต่สิ่งที่เห็น คุณแสดงออกมาทั้งหน้าตาและท่าทาง
    แต่สิ่งที่ตามมา ความรู้สึกของแฟนเพลงมันเสียไปแล้ว
    กี่หมื่นคนกันที่ดูรายการนี้อยู่ กี่หมื่นคนกันที่เสียความรู้สึก

    สิ่งที่อยากจะถาม "คุณสามารถรับผิดชอบความรู้สึกของเราที่เสียไปแล้ว จากคำพูดของคุณที่พูดออกอากาศเพียงแค่ 5-10 นาทีได้มั๊ย?"

    ไม่มีความรู้ในข่าวที่อ่านยังไม่พอ แต่คุณยังไม่เคารพให้เกียรติศิลปินที่เรารัก ศิลปินที่คุณได้สิทธิพิเศษในการสัมภาษณ์พิเศษ  แล้วอย่างนี้ควรจะทำยังไงดี?

    คุณพูดไปหัวเราะไป แต่เราฟังไปเราก็ร้องไห้ไป นี่หรือ? สิ่งที่ควรจะได้รับจากการ "คาดหวัง" และการ "รอคอย"

    อยากจะรู้นักว่า "ใบประกาศการเป็นนักข่าว" ที่ดีของคุณ มันเป็นแบบไหนกัน

    Edit

    อีกอย่างหนึ่งก็คือ ภาพที่จมูกมดถ่ายแฟน ๆ เป็นภาพที่แฟนคลับเป็นลม ถ่ายซ้ำไปซ้ำมา จนดูเหมือนว่า "เด็กพวกนี้ทำอะไรกัน บ้าอะไรกันขนาดนี้" ซึ่งความจริงแล้ว มันเป็นเพียงแค่ส่วนน้อยเท่านั้นที่เป็น แต่ทางรายการเสนอซะจนดูน่ากลัวไปเลย

    คุณพูดเหมือนว่าพวกเราเด็กไทยไม่สนับสนุนไม่ซัพพอร์ตคนไทย ไม่ใช่ว่าพวกเราไม่รักชาติ ไม่รักประเทศ
    แต่ถามว่าการที่เราเปิดรับ และ "รัก" นักร้องต่างชาติแบบดงบังชินกิมันผิดมั๊ย?
    เราไม่ได้หลงลืมความเป็นไทย ไม่ได้ไม่รักชาติซะหน่อย เด็กไทยไม่ได้ไร้หัวคิดอย่างที่คุณเหมือนว่าพยายามที่จะพูดให้เข้าใจแบบนั้น

    "ดงบังดังเพราะอะไร"
    "เพราะหน้าตาน่ารักอย่างนั้นเหรอ?"
    ช่วยอย่าเอามาตรฐานวัดความดังของคนไทยมาใช้ได้มั๊ย การที่นักร้องกลุ่มหนึ่งจะดังได้เกือบ 4 ปี และดังไปทั่วเอเชียลามไปถึงฝั่งยุโรป
    พูดตรง ๆ มั๊ย!!! หน้าตาอย่างเดียว ให้ตายก็ไปไม่รอด

    อย่าเอาใครไปเปรียบเทียบกับใคร ไม่ใช่นักร้องไทยไม่ดี แต่ทุกคนมันไม่เหมือนกัน
    การที่คุณเป็นคนกลางแล้วออกมาพูดแบบนี้ ถ้ามีรอยหยักตามสมองบ้าง คิดดูว่ามันถูกต้องและสมควรแล้วหรือ

    ผลกระทบที่ตามมา ไม่ใช่เพียงแค่ "เสียความรู้สึก" แต่มันก่อเกิดให้เกิดความแตกแยกของแฟนคลับสองกลุ่มที่จะเกิดอาการหมั่นไส้กันเอง
    ใช่!! นักร้องไม่ผิด แต่คุณก็ได้ยกพวกเขาทั้งสองกลุ่มขึ้นมาเป็นประเด็นแล้ว

    คำพูดมันลบกันไม่ได้ พูดอะไร ทุกคนจำได้หมดทั้งหมด เพราะฉะนั้นการที่จะพูดอะไรออกมา ช่วยดูตัวเองนิดนึงว่าคุณอยู่ในฐานะอะไร และพูดอยู่ที่ไหน
    ถ้าเป็นเด็กสามสี่ขอบพูดจะไม่ว่า นี่อะไร? แก่จนจะเป็นตาเป็นปู่คนอื่นอยู่แล้ว
    จะทำอะไรก็หัดคิดซะบ้างเถอะค่ะ พูดไปประโยคเดียว แต่ผลกระทบที่กลับมา

    มันคือ "คำครหาจากคนที่เป็นแฟนคลับดงบังทั้งเอเชีย"
     


    ภาพที่คุณนำแสดงคือภาพแห่งความงี่เง่าของเด็กไทย....มากกว่าที่ความประทับใจที่แฟนๆ ได้รับ

    คุณกำลังโน้มนำความคิดของผู้รับชมส่วนใหญ่ด้วยภาพที่ออกเผยแพร่ให้รู้สึกไปว่าเด็กไทยปัจจุบันโง่เขลาเบาปัญญาขึ้นทุกทีๆ น้ำเสียงขบขัน เสียงหัวเราะระรัวที่คุณใช้ประกอบในการพูดข่าวราวกับว่าคุณกำลังวิพากย์วิจารณ์ความบ้าคลั่งไร้เหตุผลของเยาวชนในวันนี้อยู่อย่างไรอย่างนั้น

    แฟนคลับเหล่านั้นไม่ใช่คนที่ไม่มีสมองนะคะที่จะไปตามกรี๊ดๆๆๆ ผู้ชาย (ในความคิดของุคณ) อย่างไร้สติ คุณยังไม่เคยรู้จักพวกเขา..ไม่เคยรู้ถึงความสามารถที่พวกเขามี แต่เอาเถอะคะถ้าพวกคุณมีทัศนคติจมอยู่แค่นั้น ถึงเขียนติไปเท่าไหร่คุณก็คิดแค่ว่ามันคือข้อความจากเด็กไทยงี่เง่าคนหนึ่งเท่านั้นนั่นแหละ...จริงไหมคะ


    คุณเปิดข่าวได้แย่มาก คุณพูดได้อย่างไรว่า ดงบังชินกิคือผู้ชายนักร้องสี่-ห้าคน  ทำไมคุณไม่พูดไปให้มันเป็นเรื่องเป็นราวว่า ทงบังชินกิคือนักร้องกลุ่มบอยแบนด์ชื่อดังจากเกาลี ประกอบด้วยสมาชิก 5 คน  พูดง่ายๆ แค่นี้มันก็น่าจะจบและเป็นที่เข้าใจแล้ว  แต่คุณทำเหมือนคุณไม่มีฐานข้อมูลของข่าวที่มากเพียงพอ เหมือนคุณไม่ได้เตรียมงาน...อย่างนั้นเลย

    ชื่อนักร้องเราไม่ว่ากล่าวเรื่องที่คุณจะอ่านไม่ถนัดออกเสียงไม่ชัดเพราะมันไม่ใช่ภาษาไทย  แต่เรื่องแบบนี้คุณไปถามหรือค้นคว้าเอาก็ได้นี่คะ ว่าแต่ละคนเขาชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไรกันบ้าง  มันก็เป็นเรื่องธรรมดาของนักข่าวที่ต้องพูดรายงานข่าวสารให้คนทั้งประเทศอยู่แล้วไม่ใช่หรือคะ

    เรื่องของการเปรียบเทียบทงบังชินกิกับนักร้องไทยสองคน คุณกล้าพูดออกอากาศได้อย่างไร หากนั่นคือความคิดเห็นส่วนตัวของคุณ คุณก็ควรจะเก็บมันไว้  เพราะขณะนั้นคุณต้องทำหน้าที่เป็นสื่อกลางเป็นตัวกลาง  ไม่ควรจะนำความคิดเห็นในเชิงเปรียบเทียบเช่นนี้มาพูด  มันไม่เหมาะคุณน่าจะรู้ไม่ใช่หรือคะ  แล้วปัญหาที่ตามมามันกำลังจะบานปลาย เพราะคลิปรายการคุณกำลังถูกแปลเป็นภาษาต่างๆ ทั่วเอเชีย รวมทั้งภาษาอังกฤษ  คุณเห็นไหมคะว่าทงบังชินกิคือกลุ่มนักร้องที่เปี่ยมความสามารถที่ผู้คนมากมายหลากหลายสัญชาติเฝ้าติดตามพวกเค้า เรื่องราวข่าวสารต่างๆ ไม่เคยหลุดรอด  ถ้อยคำที่คุณพูดเมื่อแปลออกมาเป็นภาษาต่างๆ เหล่านี้  สิ่งที่ตามมาคือ กระแสความไม่พอใจที่กำลังมากขึ้นเรื่อยๆ

    บุคคลที่คุณนำทงบังชินกิไปเปรียบเทียบกำลังถูกจับตาจ้องเขม็ง  ก็หวังว่าพวกเขาคงจะไปได้ดีมีชื่อเสียงเพราะคำพูดของพวกคุณนะคะ


    ยังมีอีกหลายคำพูดที่ออกจากพวกคุณกำลังวกกลับมาทำร้ายพวกคุณเอง และศิลปินไทยที่พวกเราไม่เคยต่อต้าน หากเขาไปได้ดีเราก็ภูมิใจอยู่แล้ว  แต่พวกเขาอาจจะต้องตกต่ำลงด้วยน้ำมือของพวกคุณ

    เมื่อเช้าดิฉันโทรเข้าไปยัง call center ช่องเจ็ดสี เพื่อต่อแผนก "ฝ่ายข้อมูลข่าวจมูกมด"  จำได้ไหมคะ  ทุกอย่างที่ฉันฝากเรื่องเอาไว้หวังว่าพวกคุณคงนำไปบอกเจ้าหน้าที่และบรรดาผู้สื่อข่าวทุกคนด้วย  การบอกปัดความรับผิดชอบของพวกคุณมันยิ่งทำให้การทำงานของคุณไร้ความน่าเชื่อถืออย่างสิ้นเชิง  น้ำเสียงของคุณไร้การระงับอารมณ์  ทั้งๆ ที่คุณควรจะเป็นผู้ฟังที่ดี  น่าเสียดายที่ตอนนั้นดิฉันไม่ทันได้สอบถามชื่อผู้รับเรื่อง  มิฉะนั้นมันคงได้มาปรากฎหลาอยู่ตรงนี้แล้ว 


    ขอให้นำไปพิจารณาด้วยนะคะ

     


    credit : ขอขอบคุณแฟนคลับจาก siamzone + tri-angel @ tvxqfic

    รออยู่เลยว่าจะมีใครมาออกความคิดเห็นในเรื่องนี้กันบ้าง

    ขอบคุณที่แฟนคลับหลายคนตื่นตัวกับเรื่องนี้
     
     

    14/10/2007, งาน Press Conferrence of TVXQ

     
     
    เฮ้อ เราเหนื่อยแค่ไหนก็ตาม แต่ได้ยินว่าวันที่ 14 จริงๆ แล้วเป็นวันพักผ่อนของ
    หนุ่มๆ แต่ยังอุตส่าห์ข้ามน้ำข้ามทะเลมาเมืองไทย เพื่อเจอแฟนๆ ปรบมือให้ดังๆ
    ค่า

    พี่ที่อาดามัสเล่าให้ฟังว่าตอนแรกที่ทางอาดามัสติดต่อไป เพื่อขอให้ดงบังมาแถลง
    ข่าวเมืองไทย ทางเกาหลีก็ยังลังเลว่าจะมาได้หรือไม่ เพราะอยากให้หนุ่มๆ พักผ่อน
    จากคิวช่วงนี้ที่แน่นอี๊ยด และเนื่องจากเป็นวันอาทิตย์ (ที่ 14) ด้วย เลยแปลกใจ
    ว่าจะมีสื่อมวลชนมาร่วมงานมากแค่ไหนกันแน่ เลยยังไม่ยืนยัน และทำให้ทางอาดามัส
    เองก็ไม่กล้ายืนยัน และพยายามชี้แจงทางเกาหลีให้ฟังว่า วันนั้นจะมีสื่อมวลชนมา
    ร่วมงานเยอะมาก และแฟนๆ ทางเมืองไทยก็คิดถึงดงบังมากๆ ทางอาดามัสพร้อมจะออกค่า
    ใช้จ่ายเพื่อจัดงานนี้ทั้งที่ไม่ได้อยู่ในข้อตกลง (ได้ยินว่าหลายตังอยู่เหมือน
    กัน) ทางเกาหลีก็เอาไปปรึกษากันเอง จนหนุ่มๆ รู้ถึงเสียงเรียกร้องจากแฟนๆ ตาม
    ที่อาดามัสแจ้งไป ก็เลยยอมงดพักผ่อนแล้วแวะมาเมืองไทยเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ปรบ
    มือดังๆ ให้พระเอกของเรากันนะคะ คิคิ

    หนุ่มๆ จะเดินทางมาถึงเมืองไทยบ่ายวันที่ 14 จากนั้นจะมาพักผ่อนชั่วคราว เพื่อ
    เตรียมตัว และเดินทางมาถึงสยามฯ ตรงลาน Siam Discovery เวลาประมาณ 16.30 หรือ
    อาจช้ากว่านั้นนิดหน่อย (มารอกันได้เลย) แล้วเดินผ่านสยามเซ็นเตอร์ ทักทายแฟนๆ
    ไปตลอดทาง เพื่อไปเวทีแถลงข่าวที่ Parc Paragon จากนั้นก็จะเดินทางไปร่วม
    งาน Exclusive Interview ของสื่อพันธมิตรในบริเวณสยามเซ็นเตอร์ หลังจากเสร็จ
    สิ้นก็เดินทางกลับไปยังสนามบินทันที

    ไม่มีเวลาพัก นั่งเครื่องบินเหมือนขึ้นลงรถไฟฟ้ายังไงยังงั้น น่าฉงฉานจริงๆ
    เฮ้อออ

    หากคิวมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร เดี๋ยวแคสเปอร์จะมาเล่าอีกทีน้า

    สำหรับน้องๆ ที่เตรียมไปซื้อตั๋ววันนั้น แคสเปอร์ขอแนะนำนะคะว่าไม่ต้องไปแต่ดึก
    ดื่นนะ ผู้ปกครองจะเป็นห่วงเอาได้ และเขาก็กั้นไม่ให้เข้าไปบนลานด้วยจ้า บูธ
    ตั๋วจะเปิดประมาณ 10 โมงเช้านะคะ ส่วนแผงกั้นจะเปิดตอนประมาณ 8 โมงเช้าค่ะ

    อ้อ เรื่องใหญ่มากๆ ตั๋วผีค่ะ แคสเปอร์ไม่ได้ทำขายนะคะ มาจากไหนม่ายรู้ ได้ยิน
    ว่าตอนนี้มีคนแอบอ้างเป็นผี ทำตั๋วมาขาย (ฮึ่มๆๆๆ) บอกได้เลยว่า อย่าตกหลุมซื้อ
    ตั๋วจากที่อื่น นอกเหนือจากอาดามัส และจาก TTM เด็ดขาด วันงานคอนฯ จะมีการตรวจ
    ตราตั๋วอย่างละเอียดก่อนเข้า จะเป็นการเสี่ยงอย่างมากที่อาจไม่ได้เข้าไปดู อย่า
    ยอมซื้อของผีๆ เว้นแต่ของแคสเปอร์ จำหน่ายโดยอาดามัส และ TTM เท่านั้นค่า ^^

    credit :: tvxqinbangkok


    14/10/2007, Press Before The 2nd Asia Tour 2007 in Bangkok

    วันนี้เป็นทั้งวันเปิดจองบัตรคอนทงบังที่พารากอน พาร์ค และ หนุ่มๆก็จะมาปรากฏกายให้เหล่าสาวกได้ชนโฉมกันอีกครั้ง เชื่อได้เลยว่าคนต้องล้นหลาม
    แล้วก็เป็นอย่างที่คิดเลย
    ไปถึงพารากอนตอนเี่ที่ยง คนงี้แน่นเชียว แดดก็เปรี้ยง ท่าจะร้อนกันน่าดู เห็นว่าบางคนมาตั้งแต่ 6โมงเช้า มาต่อคิวซื้อบัีตร น่านับถือจริงๆ อย่างน้อย เปอร์เซนต์การได้ที่นั่งดีๆก็มีมากกว่าคนทีหลัง
    แต่เราได้ยินมาว่า บัตรส่วนหนึ่งจะถูกแบ่งให้สปอนเซอร์ไป โดยเฉพาะที่นั่งดีๆอะนะ แล้วคิดดูคราวนี้มีัสปอนเซอร์กี่รายอะ แล้วเห็นว่าคอนวันแรกบัตร 4500 และ 3500 ที่เป็นที่นั่งดีๆแทบไม่เหลือแล้ว ฉะนั้นใครที่อยากได้ที่นั่งดีๆ ก็ต้องรีบไปแต่เช้าเลยละ ถึุง ThaiTicket จะัเปิดให้จองตั้งแต่ 10 โมงเช้าก็เถอะนะ ไป 9-10โมง ไม่ทันหรอก
    อ้อ จริงๆ วัีนนี้เป็นวันที่ ThaiTicket เปิดจองวันแรก เฉพาะที่พารากอน พาร์ค เท่านั้น คนก็เลยไปเยอะมากๆ ThaiTicketก็เลยตัดสินใจประกาศตอนเที่ยงว่า จะเปิดให้จองผ่านเน็ตได้ตั้งแต่ บ่ายโมงเป็นต้นไป เพื่อให้คนที่มาจองหน้าลานพารากอนน้อยลงบ้าง ก็คงช่วยได้นิดหน่อยละมั้ง แต่เห็นน้องบางคนบอกว่ากว่าจะเปิดให้จองในเน็ตก็บ่ายสอง เลทไปชั่วโมงนึงเลยอะ

    ไหนๆก็มาแล้ว ก็เลยไปเดินช็อปปิ้งก่อน แต่เดินไปไม่ถึงชั่วโมง ก็โดนโทรตามตัวแล้วอะ ประมาณว่าคนเริ่มไปจับจองทำเลกันแล้ว
    เนี่ยแหละ ผลของการประมาท ก็เลยได้ที่ไม่ค่อยดีนัก แต่ก็ไม่เลวนะ พอฝนตกตอนประมาณบ่ายสาม ทำเลตรงที่เรานั่งจัดว่าดีเลย ตรงใกล้ๆทางเข้าห้างพารากอนนั่นแหละ
    ตอนแรกก็ตกไม่หนักมาก แม้ว่าฝนจะเม็ดใหญ่ก็ตาม น้องๆหนูๆก็ยังคงต่อคิวซื้อบัตรและจับจองเนื้อที่กันต่อไป แล้วพอมองไปด้านหน้าเวที จะเห็นแต่ร่มแดงเป็นแนวเลย น่ารักกันมากๆเลยน้อง
    แล้วฝนก็หลอกให้เราตายใจ ทำเป็นตกปรอยๆอยู่้พักนึง แล้วก็กลับมากระหน่ำซัมเมอร์เซลล์อีกครั้ง แถมด้วยแสงและเสียงอย่างดังมากๆ แล้วลมก็พัดแีรงด้วยนะ ขนาดร่มยังเอาไม่อยู่เลยอะ
    คราวนี้ก็เลย เปียกมะลอกมะแลกเป็นลูกหมาตกน้ำกัันเป็นแถวเลยอะ สงสารน้องจัง บางคนมีร่มก็เปียกอะ ร่มมันช่วยพัดฝนให้โดนแบบเต็มๆเลย น่าสงสารมากๆ
    ทางด้านที่เรานั่ง ถึงจะอยู่ด้านนอกแค้มันก็ยังอยู่ในแนวอาคารของพารากอน แล้วส่วนใหญ่จะมีร่มกันก็เลยเกาะกัีนเป็นกลุ่ม แถมยังมีคนอื่นยีนล้อมอยู่ ฝนก็เลยไม่สาดมาโดนเลยสักนิด โชคดีมาก แต่นั่งเฉยๆนี่มันเมื่อยนะเนี่ย ขาชาเป็นระยะเลยละ แต่จะไม่สบายก็เพราะลมนี่แหละ เย็นมาก หนาวเลยอะ นี่ขนาดเราไม่เปียกนะ แล้วน้องๆคนที่เปียกอะ โห จะหนาวขนาดไหน

    ดีที่เป็นช่วงปิดเทอมนะเนี่ย ตรงโซนที่เรานั่งก็มีเด็กมาจากพิษณุโลก และสมุทรปราการ ก็ไกลนะ น้ิองช่างมีความพยายาม และคุณแม่ก็น่ารักมาก ยอมพาน้องมาเพื่อดูทงบังแป็ปนึง

    และเมื่ิอฝนเรื่มซ่า สาวกทั้งหลายก็พุ่งตรงไปหาทำเลที่ยืนทันที โห สปิริตแรงกล้า น่านับถือ แต่ที่น่านับถือก็ต้องเป็นเหล่าสาวกเสื้อแดง ร่มแดงที่ยืนสู้ลมสู้ฝน ไม่ยอมหลบไปไหน ก็ได้แต่หวังว่า ยังคงแข็งแรงกันอยู่นะ



    หลังจากฝนหยุด การเก็บกวาดบริเวณเวทีเสร็จสิ้น เราก็รอจนได้เวลาที่หนุ่มๆทงบังชินกิจะปรากฏตัวกันแล้ว
    เสียงเรียกชื่อ ทงบัง ดังเป็นระยะ
    และแล้ว ในที่สุดก็สิ้นสุดการรอคอยซะที คนแรกที่เดินลงมาจากรถตู้ ก็คือ ชางมิน แจจุง ยุนโฮ มิกกี้ เซีย (ไม่น่าจะผิดนะ)
    แต่ขอพูดถึงเซียก่อนนะ แบบว่าเซียคราวนี้ น่ารักมาก มาในมาดคุณหนูมากๆ ใส่แว่นกรอบดำด้วย แล้วก็เริ่มมีเนื้อมีนวลเหมือนเก่าแล้ว น่ารักสุดๆ มีเสน่ห์เหลือหลายจริงๆ เซียจุนซู
    ชายปาร์ค ก็เท่ห์นะ แต่สายตาเราดันไปหยุดที่เซียบ่อยกว่า คราวนี้ชายปาร์คโดนเซียขโมยซีันไปนะ
    และน้องมินของเรา ก็ตัดผมซะที ขอบคุณพี่สไตลิสต์มากๆ ทำให้น้องมินกลับมาเป็นน้องสุดท้องของทงบังจนได้ น่ารักจริงๆเลย มินนี่ของพี่ 555
    มาถึงคุณพ่อของวง ชองยุนโฮ... โอ เท่ห์เหลือหลาย มาในมาดคุณชาย เหมือนชินกูงจากเรื่อง Goong1 มากๆ เพียงแต่ว่า เท่ห์กว่ามาก หมีสแลนเดอร์ หล่อมาก โฮก!
    และที่จะขาดไม่ได้เลย คุณแม่ของวง ชองแจจุง เอ้ย ไม่ใช่ ลืมตัุว คิมแจจุงต่างหาก
    แจมาในชุดขาว ผมทอง ผิวขาวนวล เปล่งประกายเทพมาแต่ไกลเชียว โอ แสบตาๆ
    ทำไมน่ารักน่าฟัดอย่างนี้เนี่ย แจจ้า


    ช่วงนี้ หนุ่มๆทุกคน ดูดีมาก
    เสียดายที่ไม่ค่อยได้ยินเสียงหนุ่มๆเท่าไร ระบบเสียงที่จัดในงาน ไม่ค่อยดีเลย ขนาดสาวกจะตะโกนบอกว่าไม่ได้ยินแล้วนะ (ตะโกนบอกก่อนทงบังจะมา ตั้งหลายที) ดูเหมือนเหล่าสตาฟจะไม่สนใจเท่าไร เซ็ง
     
     
     
    ดูเพื่มเติมที่ http://oyasung.multiply.com/photos/album/7
     

    13/10/2007 The Last Legend

    วันนี้ฝนไม่ตก แล้วก็ว่างด้วย เลยไปดู The Last Legend หรือตำนานคิงอาเธอร์ แต่ไม่สนุกอะ หนังก็งั้นๆ เนี้อเรื่องน่าเบื่อ เหมือนที่คิดไว้ตั้งแต่ได้ดู preview แล้วละ
    ช่วงนี้ ไม่ค่อยมีหนังดีๆให้ดูเลยอะ

    อ้อ ได้ดู Preview หนังเรื่องนึง ที่เจ็ทลี หลิวเต๋อหัว ทาเคชิเล่นอ่ะ แบบว่าหนังมันจะเป็นไงเนี่ย กลุ่มโจรที่มีคติ "ปล้น ฆ่า ชิงทรัพย์ ข่มขืน" เนี่ยนะ ฟังดูน่าสนใจ ข่มขืนไม่เลือกเพศและวัยหรือไงกัน
    เห็นช่วง preview มีแต่ประโยคอย่างเนี้ย ไม่คิดจะกล่าวถึงอย่างอื่นให้มันน่าสนใจมั้งหรือไงเนี่ย

    12/10/2007, วันศุกร์ที่ว่างเปล่า

    12/10/2007, วันศุกร์ที่ว่างเปล่า วันหยุดนี้ เพื่อนๆจัดไปทริปตั้งแต่วันศุกร์ กลับวันอาทิตย์นี้ แต่มีหรือที่เราจะไป ก็วันอาทิตย์นี้ แฟนจะมาหานะสิ 555 บินมาจากเกาหลีเลยนะ ใครจะไปเที่ยวให้โง่เล่า ^^

    555 พูดเล่น

    เชื่อก็โง่ละ

    จริงๆ เป็นวันที่หนุ่มทงบังชินกิจะมาเปิดแถลงคอนที่พารากอนต่างหาก อุตส่าห์มาถึงที่สักที ใครจะยอมพลาดง่ายๆเล่า แค่ได้เห็นเพียงแว่บเดียวก็ยังดีกว่าไปเที่ยว3วันอยู่แล้ว

    เที่ยวที่ไหนเหรอ... เอ!.. เหมือนเค้าจะไปเที่ยวกันที่เขาค้อนะ หรือบนเขาที่ไหนสักแห่งเนี่ยแหละ ไม่ได้ใส่ใจจำอะ อยากรู้ต้องถามบอยเอาอะนะ
    ได้ข่าวว่าเป็นการไปพักผ่อนจากการทำงานหนักมาทั้งปี แต่ไหง ทำไมมีตารางกิจกรรมเป็นลิสต์ๆเลยละ แน่ใจว่าไปเที่ยวให้ร่างกายได้พักผ่อน หรือไปเพิ่มภาระให้ร่างกายกันแน่ ?
    เห็นว่ามีกิจกรรม ปีนเขา ขับรถ เดินแรลลี่ อะไรพวกนี้ เหมืิอนจะสนุกนะสำหรับหลายคน แต่้แน่นอนว่า ไม่ใช่เราที่คิดว่าสนุก
    คำว่าไปเที่ยว ก็คือเที่ยว เที่ยวพักผ่อนก็ต้องเป็นการเที่ยวผ่อนคลายร่างกาย ไปตามสถานที่ที่อยากไปดิ ทำไมต้องมีกิจกรรมรอไว้ด้วยอะ แถมย้งบังคับเล่นทุกคนอีก บ้ารึเปล่าเนี่ย
    แต่ยังไงก็ขอให้กลับมาปลอดภัยละกัีน
     
    เออ ช่วงก่อนหน้านี้ เราฝันว่าไปเที่ยวป่า แล้วไปล่องแพร จากนั้นก็เกิดน้ำป่าไหลมา เลยต้องอาศัยแพร (เขียนงี้เปล่าหวา) หนีมา  ตลกดีอะ


    วัีนนี้ก็เลยหยุด ไม่ได้ไปทำงาน ก็เลยไม่ไปทานข้าวตอนเย็นตามที่เน็ทนัดเพื่อนๆ KU61 ไว้
    แต่ถึงตั้งใจจะไป แต่วันนี้ฝนตกแบบนี้ ก็คงจะัยกเลิกความตั้งใจที่จะไปอยู่ดีนะแหละ ฝนตกๆอย่างนี้คงเซ็งแย่

    หวังว่าอาทิตย์นี้ ฝนไม่ตกนะ
     
    October 11

    เรื่องของหนุ่มๆ SJ

     
    HEECHUL: แฟนคลับคนนึงให้แมวแก่ฮีชอล เมื่อคิบอมเห็นมัน จึงให้ชื่อว่าฮีบอม
    ฮันเกิงได้ยินดังนั้น ถึงถามว่าชื่อมีที่มาอย่างไร เขาจึงเพิ่มนามสกุลไปด้วยเป็น ฮัน ฮีบอม
    ท้ายสุดสมาชิกวงTRAX ต้องการให้มีชื่อของเค้าอยู่ด้วย จึงเพิ่มคำว่า เจ ลงไป และกลายเป็น ฮัน เจ ฮีบอม   
    พวกเขาบอกว่าชื่อของมันฟังดูเหมือนกับแมวญี่ปุ่น 
     
    ฮีชอลไปออกรายการทีวีรายการหนึ่งเล่าถึงประสบการณ์ที่ถุกผู้หญิงทิ้งระหว่างการเดบิวต์
    อย่างไรก็ตามผู้หญิงคนนั้นไม่ได้บอกฮีชอลว่าเธอมีแฟนแล้ว สุดท้ายเธอบอกฮีชอลเมื่อฮีชอลตกหลุมรักเธอ
    เวลานั้นฮีชอลบอกเธอว่า "  ถ้าคุณอยู่ข้างกายผม ผมคงจะไม่เหงา  แต่ถ้าคุณยังมีความทรงจำที่เลวร้าย ผมก็ยังคงอยู่ตรงนี้เพื่อคุณเสมอ " 
     
     
    KIBUM: คิบอมมักจะบอกเสมอว่าการได้เป็นนักร้องนั้นเป็นความตั้งใจของพระเจ้า นั้นเป็นเพราะว่าตอนที่คิบอมอยู่อเมริกา เขาไปโบสถ์ทุกๆอาทิตย์ มีอยู่อาทิตย์นึง เขาและกลุ่มเพื่อนๆไปทาน spicy ricecake กัน
    แต่โชคร้ายระหว่างทางนั้น คิบอมหลงทาง และนั้นเขาก้ได้พบกับคนของ SM และขอให้คิบอมมาร่วมงาน
     
     
    KANGIN:คังอินเคยมีประสบการณ์ที่ยากจะลืมเลือนครั้งหนึ่งที่โรงเรียนช่วงซัมเมอร์  เขานั่งอยู่หน้าแฟนคลับ เขาเริ่มเปิดปากแล้วทำเสียง .. ARH......
    ดังนั้นเขาจึงบอกว่าเขาค้นพบมันแล้ว น่าสนใจและตลกดี  เขาจึงเริ่มเล่นอีกครั้ง  ทันใดนั้น แมลงวันจึงบินเข้าปากเขา 
    คังอินบอกว่ามันไปติดอยู่ที่ลำคอ  ยากมากกว่าจะเอามันออกมา เขาจึงไม่กล้าทำแบบนี้อีกเลย
     
     
    Kyuhyun: เพราะพื้นที่ที่มีจำกัดภายในที่พัก เขาเป็นคนสุดท้ายที่มาเป็นสมาชิกซูจู
    เขาไม่มีเตียง
     
    ครั้งหนึ่งเมื่อพวกเขาไป  KTR  เขาบอกแฟนๆ  และภายใน 2 ชั่วโมงนั้น  แฟนๆส่งเมสเสจบอกว่าพวกเขาต้องการซื้อเตียงให้คยูฮยอน เพื่อให้เขาหลับสบายนั้น ทำให้ผู้จัดการช็อกไปเลยทีเดียว 
    พวกเขาจึงไปซื้อเตียงในวันต่อมา  รู้สึกภูมิใจที่มีเตียง 
    เขาถ่ายรูปเตียงไว้และไปโพสในเน็ต
     
     
    Ryeowook: มีครั้งนึงที่รยออุคและซองมินไปในรายการวิทยุของคังอิน
    ทุกๆคนคุยกันอย่างสนุกสนานยกเว้นเขา... ซองมินรู้สึกได้ทันทีจึงถามว่า "ทำไมนายเงียบจัง..นายทำอะไรผิดเหรอ"
    เขาตอบอย่างเศร้าๆว่า เขาคิดว่าวันนี้รายการสดจะเปิดให้ผู้ชมดูซะอีก
    เขาจึงจัดแจงออกแบบทรงผม  เสื้อผ้า และเมคอัพอย่างดี แต่โชคร้ายที่วันนี้พวกเขาไม่ได้รับอนุญาตให้เปิดรายการให้ผู้ชมเห็น
    เมื่อทุกคนได้ยินดังนั้น พวกเขาหัวเราะกันจนน้ำตาไหลเลยทีเดียว
     

    Eeteuk: ก่อนจะเดบิวต์อีทึกสนิทกับเซียจุนซูและอึนฮยอกมากๆ
    วันนึงหลังจากเทรนเสร็จ  อีทึกที่โตสุดจึงตัดสินใจเลี้ยงทั้งสองคน แต่ทว่าเขามีเงินพอสำหรับ 2 คนเท่านั้น
    เขาจึงคิดว่า บางที เราทั้ง 3 คน สามารถแชร์ ขนมปัง 2 ก้อนได้
    พอรถไฟมาถึง  ... ฮยอกแจและจุนซูบอกลาเขา เอาขนมปังขึ้นรถไฟไป ทิ้งอีทึกให้ จ้องมองพวกเขาอย่างว่างเปล่า
     
     
    Donghae: เขาบอกว่า เขาเกลียดการฉลองวันเกิด เพราะว่าปีที่แล้ว สมาชิกซูจู ไปสถานที่แห่งนึงเพื่อจัดการแสดง
    เขาตั้งตารอคอยให้ถึงเที่ยงคืน เพื่อสมาชิกจะให้ของขวัญเขา
    แต่พวกเขาทั้งหมดยุ่งกับธุระของตัวเอง
    ทำให้เขาเศร้ามาก
    และทุกๆครั้งที่พูดเรื่องวันเกิดออกอากาศ  เขามักจะบ่นอยู่เสมอ
     
     
    Eunhyuk : ครั้งนึงที่คังอินไม่สบาย
    วันต่อมา คังอินต้องไปอัดรายการ
    ฮยอกแจเป็นกังวลมาก เขาอยากบอกคังอินว่า พี่ครับ พี่ต้องเข้มแข็ง สู้ๆ
    เขาจึงตัดสินใจนั่งลงและบอกคังอิน
    ก่อนที่จะบอกประโยคนั้น มันก็เลยเวลามา 30 นาทีแล้วเขาเขินเกินกว่าที่จะบอก
    เขาจึงเก็บมันไว้ในใจ.........
     
     
    Sungmin : ซองมินบ้าสีชมพูมาก ถึงขนาดว่าเวลาซื้อของ เขาจะไม่มองลักษณะการดีไซน์เลย ตราบใดเป็นที่เป็นสีชมพู เขาก็จะซื้อมัน
    ซองมินเปลี่ยนปลอกมือถือเป็นสีชมพู
    ครั้งนึง ซองมินตัดสินใจที่จะเปลี่ยนสไตล์ และไม่ใส่สีชมพูอีก
    แต่เมื่อเขาเปิดตู้เสื้อผ้า และพบเสื้อผ้ามากมายที่เป็นสีชมพู
    เขาจึงล้มเลิกการเปลี่ยนสไตล์ในท้ายสุด
     

    Yesung: ทุกๆคนมักคิดว่า เยซองเป็นสมาชิกที่เงียบที่สุดในวง แต่เขาแตกต่างจากเวลาที่อยู่หน้ากล้อง
    มีครั้งนึง ที่มีการสัมภาษณ์ เยซองพูดไป 2 ชั่วโมง
    สุดท้าย90% ต้องตัดออก
    เยซองโกรธ แต่ก็หาคำตลกมาพูด " มันยาวมากจนถึงกับต้องตัดมันออกหมดเลยเหรอ "
     

    Shindong: ก่อนเดบิวต์ ชินดงทำงานหลากหลายมากในช่วงหน้าหนาวนั้น เขาต้องการมือถือ แต่พ่อแม่ไม่ยอมซื้อให้ เพราะเวลานั้นมันแพงมาก
    ดังนั้นชินดงจึงไปทำงานก่อสร้าง 
    ทุกครั้งที่ทำงานเสร็จ  มือของเขาจะสั่นมาก เพราะแบกของหนัก
    สุดท้าย เขาก็สามารถซื้อมือถือมาได้       
     

    Hangeng: เขามักได้รับการยกย่องเกี่ยวกับฝีมือการทำอาการอยู่เสมอ
    เขาอยู่ในที่พัก และจะทำอาหาร เขาเจอแค่หัวหอม ไข่ และข้าว  ดังนั้นเขาจึงใช้พวกนี้ลงมือทำ
    ทุกคนชื่นชมเขาและถามว่าที่อยู่ในจานหน่ะชื่ออะไร
    ด้วยความที่ภาษาเกาหลีของเขาไม่ค่อยแข็งแรงนัก
    เขาต้องการจะบอกว่า ข้าวผัดไข่
    แต่เขากลับพูดว่า  ข้าวผัดปักกิ่ง
    และนี่ก็เป็นเหตุให้มีข้าวผัดปักกิ่งที่มีชื่อเสียงออกมา
     
     
    Siwon: เขาโตมาจากครอบครัวที่เข้มงวด และเขาก็กลัวพ่อด้วย
    ระหว่างวันหยุดช่วงเรียนไฮสคูล ซีวอนไปทำงานที่ปั้มแก๊สโดยไม่บอกให้พ่อแม่รู้
    ในวันที่ 4 ของการทำงาน  เขาพูดกับลูกค้าแบบปกติ "กรุณาเลื่อนกระจกลงด้วยครับ"
    แต่แล้วเขาก็พบว่าในรถคันนั้นคือพ่อของเขาเอง  วันต่อมาเขาจึงต้อง
    เลิกงานนี้ไปเลย.
      
     
    credit:
    Be_ma_luv from : siamzone
    Love Suju From Dek-d

    คุณหลงลืมชินดงไปรึเปล่า..???

    ถามตัวเอง ก่อนอ่านว่ารักเอสเจมั้ย..
    คุณรักทั้ง 13 คนมั้ย...

    คุณหลงลืมชินดงไปรึเปล่า..???

    ถ้าไม่มีชินดงก็ไม่มีSUPERJUNIORในวันนี้....


    รักSJ มันต้องรักทั้ง 13 คน

    เข้าใจว่า.แน่นอน..ว่าทุกคนมีคนที่ชอบที่สุดของแต่ละคน..

    แล้ว..ชินดงก็มักเป็น คนที่ถูกหลงลืม แล้วถูกว่าในทางให้ร้ายอยู่เสมอ...

    คุณเป็นคนหนึ่งที่ทำอย่างนั้นหรือเปล่า..

    ลองอ่าน บทวามข้างล่างนี้น่ะ..
    แล้วจะเปลี่ยนความคิดที่มีมา...

    ถ้าไม่มีเค้า เราก็ไม่มีSJ
    เรารักเอสเจ ทั้ง 13 รัก ทุกคน..

    พุดตรงๆ..คนที่ได้ลายเซนต์นดงแล้วร้องไห้ ไม่อยากได้นั้น..

    ถ้าเป็นเราได้.
    เราได้ลายเซนต์ใครก็ได้ ที่เปนเอสเจเราก็ดีจัยทั้งนั้น..เหอะ

    เราไม่อยากให้ชินดงรู้สึกแย่...

    เรารักชินดงเยอะขึ้นมาก..หลังจากที่อ่านข้อความข้างล่างนี้..+++

    ++++++++++

    เราอยากจะให้สาวกวงซุปเปอร์จูเนียร์ได้อ่านกันนะ เอามาจากไซเวิร์ลของคนๆหนึ่ง

    ฉันชอบซุปเปอร์จูเนียร์ แต่ฉันเพิ่งจะมารู้ตัวว่า ฉันคงไม่ได้รักซุปเปอร์จูเนียร์จริงๆหรอก เมื่อฉันได้อ่าน cyworld ของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ฉันได้บังเอิญไปเจอ
    นั่นทำให้ฉันรู้สึกผิดต่อ ลี ชินดง 1 ในสมาชิกวงซุปเปอร์จูเนียร์
    ซึ่งในไดอารี่เธอได้เขียนเอาไว้ว่า เธอและเพื่อนๆของเธอที่โรงเรียนต่างก็ชอบวงบอยแบนด์อย่างซุปเปอร์จูเนียร์ นั่นก็ไม่ใช่เรื่องแปลก หากแต่ว่าศิลปินที่เพื่อนเธอชื่นชอบนั่นก็คือ ลี ชินดง?!

    เพื่อนของเธอคนนี้มักจะ ออกโรงปกป้องชินดงยามที่เพื่อนๆพูดถึงชินดงในทางที่ล้อเลียนหรือเห็นชินดงเป็นตัวตลก (ฉันเองก็ชอบทำนิสัยแย่ๆ แบบนี้เช่นกัน ขอโทษนะพี่ชาย ) และที่ฉันจะพูดต่อไปนี้ นั่นก็คือข้อความคำพูดส่วนหนึ่งในไดอารี่ของเธอ

    “ทุกคนต่างก็พูดได้เต็มปากว่ารัก ทุกคนต่างก็พูดได้เต็มปากว่ารักซุปเปอร์จูเนียร์ แต่ทำไมถึงไม่ทำอย่างที่พูดกันนะ ฉันรักพี่ชายคนนี้มันผิดนักเหรอ ทำไมพวกเธอถึงได้ล้อเลียนพี่ชายแบบนั้น ฉันรู้สึกเสียใจและอยากร้องไห้ ที่มีคนมาว่าคนที่ฉันชอบ และฉันก็ยิ่งเสียใจมากขึ้นไปอีกทวีคูณ เมื่อยามที่ฉันได้ฟังเรื่องเล่าเกี่ยวกับเรื่องที่พี่ชายได้เผชิญในชีวิต มันเป็นเรื่องราวที่เจ็บปวด”

    มาถึงตอนนี้ฉันก็เริ่มรู้สึกผิดขึ้นมานิดๆแล้วล่ะ แต่ว่าเรื่องเจ็บปวดมันคืออะไรล่ะ
    และฉันก็ยิ่งรู้สึกผิดมากขึ้นไปอีก เมื่อได้รับรู้เรื่องราวที่ ลี ชินดงได้เผชิญในชีวิต

    - ชินดงถูกล้อว่าไออ้วน แต่เขากลับยิ้มแล้วพูดจาติดตลกว่า ฉันอ้วนแต่ฉันก็หน้าตาดีก็แล้วกัน! ^^ แต่ใครจะรู้เลยว่า เขามักจะแอบไปร้องไห้คนเดียวอยู่เสมอ
    - แม้ว่าเขาจะหิว แต่เขาก็แบ่งขนมให้เพื่อนๆของเขาเสมอ
    - เมื่อเพื่อนกินส่วนของเขาจนหมด แต่เขากลับไม่แสดงท่าทีว่าโกรธใดๆ
    - เมื่อเขาหกล้มหรือได้รับบาดเจ็บ เขาก็จะลุกขึ้นแล้วเล่นกับเพื่อนๆต่อ เนื่องจากเกมส์ที่เล่นต้องเล่นเป็นคู่





    - ชินดงมีน้ำใจกับเพื่อนๆเสมอ
    - ชินดงมีน้ำใจช่วยเหลือครู
    - ชินดงพยายามลดความอ้วน
    - ชินดงพยายามพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าคนอ้วนอย่างเค้าก็มีความสามารถ เขาพยายามฝึกร้องเพลงและเต้น จนผ่านการออดิชั่น
    - ชินดงต้องมีความอดทนอย่างมากกับแอนติแฟน
    - แอนติแฟนชอบส่งข้อความมาหาเขาว่า “ไม่มีใครเค้าสนใจแกหรอกเจ้าอ้วน” “ใครก็ได้เอาเจ้าอ้วนรกหูรกตานี่ไปทิ้งที” “แกมาอยู่วงซุปเปอร์จูเนียร์ได้ยังไง ผู้จัดการตาบอดเหรอ”
    - เมื่อชินดงป่วย กลับมีคนพูดว่า “อ้วนขนาดนั้น ป่วยเป็นด้วยเหรอ”
    - กระทู้ต่างๆ มักจะไม่มีรูปชินดง
    - คอมเม้นที่เกี่ยวกับชินดงจะมีน้อย
    - ชินดงเป็นสมาชิกคนเดียวที่จะได้รับของขวัญจากแฟนๆน้อยที่สุด
    -ไม่ค่อยมีเวบไซต์ที่เกี่ยวกับชินดง
    - เมื่อมีงานแจกลายเซ็น คนต่อแถวชินดงจะมีน้อยจนนับคนได้
    - งานแจกลายเซ็นที่หนึ่ง ที่นั่นไม่อนุญาตให้เลือกลายเซ็นต์สมาชิกในวง เด็กผู้หญิงคนนี้ได้ส่งปฏิทินที่ซื้อในงานให้ชินดงเซ็นต์ แล้วเธอก็ร้องไห้ไม่หยุด แล้วก็มารู้ตอนหลังว่าที่เธอร้องไห้เพราะไม่อยากได้ของชินดง ความจริงแล้วเธออยากได้ลายเซ็นของฮยอกแจต่างหาก นั่นเป็นเหตุการณ์ที่ชินดงรู้สึกเสียใจและรู้สึกผิด

    - ชินดงเป็นสมาชิกคนแรกที่มีแฟนก่อนใครเพื่อน เหตุเกิดเมื่อตอนที่เค้าเรียนอยู่ระดับมัธยมต้น แฟนของเค้าหน้าตาน่ารัก แต่คนรอบข้างมักจะมองอย่างดูถูกและรังเกียจว่าเป็นคู่ที่ไม่เหมาะสม ชินดงไม่อยากให้ผู้หญิงคนนี้ต้องมาแปดเปื้อนเพราะคบกับเค้า ในเมื่ออยากจะให้คนที่ตัวเองรักไปเจอคนที่ดีกว่า เค้ารักเด็กผู้หญิงคนนี้มากจึงจำเป็นต้องไปบอกเลิกอย่างไม่มีเหตุผล เค้าจึงถูกเด็กผู้หญิงตบหน้า ชินดงใช้เวลาเกือบปีที่จะลืมเธอ
    - จนถึงตอนนี้เขาก็ยังอยากจะลดความอ้วน
    - สมาชิกในวงมักจะช่วยกันปลอบใจในยามที่ชินดงท้อแท้กับเรื่องที่ตัวเองอ้วนและเรื่องแอนติแฟน<br>
    - ชินดงเป็นตัวสร้างเสียงหัวเราะให้กับทุกคน

    “ฉันรู้สึกจิตใจห่อเ่ยวไม่มีเรี่ยวแรง เมื่อได้ฟังเรื่องราวชีวิตที่เจ็บปวดของพี่ชาย ตั้งแต่เด็กพี่ชายก็ถูกด่าล้อว่าอ้วน แต่สิ่งที่พี่กระทำตอบ นั่นก็คือการ ยิ้มและหัวเราะ พยายามทำให้คนอื่นเห็นว่าพี่ชายไม่เป็นอะไร แต่ในใจลึกๆแล้วพี่ชายคงจะเจ็บปวดมากเลยสินะ หลายคนมักจะชอบพูดว่าพี่ชายทำตัวตลกเพื่อเรียกร้องความสนใจ พยายามลดปมด้อยโดยแลกกับการเป็นตัวตลกของห้องเรียน แต่ฉันอยากจะรู้ซะจริงๆว่าสิ่งที่พี่ชายกระทำอยู่ทุกวันนี้ มันเป็นความสุขที่แท้จริงหรือจอมปลอม ฉันสงสารพี่ชายจัง ฉันอยากจะปกป้อง แต่ฉันทำอะไรไม่ได้เลย ทำได้แค่เพียงร้องไห้เพราะสงสารพี่อย่างนี้น่ะหรือ”

    น้ำตาฉันไหลเมื่อฉันได้อ่านใน cyworld ของเธอ ฉันอยากจะให้ทุกคนลองเปิดใจให้กว้าง และเลิกล้อเลียนเรื่องที่ชินดงอ้วนเสียที รู้ไหมว่าความจริงแล้วพี่ชายรู้สึกเจ็บปวดมากนะ แต่ก็ต้องอดทนยิ้มสู้เพื่อให้ทุกคนสบายใจ คุณอย่าพูดว่ารักซุปเปอร์จูเนียร์เลย ถ้าคุณไม่ได้รักเท่ากันทุกคน

    CREDIT:SNT // mini_mhu_2_EUNHYUK@superjuniorizm
    October 09

    [FanArt] Dangyunhaji (Of Course) game

    Credit : ON PICS
    Thai Translation : Fairy @ TVXQ Fic

    YUNHO VS YOOCHUN

     

    YUNHO VS JUNSU

     

    YUNHO VS CHANGMIN

     

    YUNHO VS JAEJOONG

     
    จากเรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว (add insult to injury)
     
     
    October 05

    TVXQ in paris‏ + What's In Interview (October issue)

    คนอื่นแปลนะ แต่จำไม่ได้ว่าใครอ่ะ เลยไม่สามารถ credit ได้


    เอามาแปล + แปะเล่น เป้นเรื่องเล่าของน้อง in แพรีส อะ อ่านกันขำๆนะเพ่น้อง ใครที่อ่านแล้วก็อ่านอีกนะ (มุขนี้ทุกที คิดมุขอื่นไม่ออก ==')

    จากเรื่อง What I think about the boys now that I've seen them in real
    ((เรื่องของใคร เจ้าของชื่อไร จะเครดิตใครดี มู๋ผู้ให้บทความนี้มา ช่วยมาเติมให้ที))

    เมื่อฉันเจอดงบังชินกิตัวจริง

    ชั้นมีเรื่องมาเล่าให้ฟังค่ะ หวังว่าทุกคนจะสนุกกัน
    แค่อยากเล่าบางเรื่องเกี่ยวกับน้องๆที่ชั้นโชคดีได้ไปเจอมาน่ะ

    ครั้งแรกที่เจอ คือ ที่สนามบินค่ะ ตอนแรกพวกเราทุกคนตื่นเต้นกันมาก ตอนนั้นคนที่คุยอยู่ด้วยกัน (ซึ่งส่วนใหญ่ตอนนี้ก็ยังติดต่อกันอยู่) ทุกคนรู้สึกไม่ค่อยมีความหวังเท่าไหร่

    ยุนโฮและชางมินตัวจริงใจดีมาก แต่แจจุงกับยูชอนดูเฉยๆ ทำให้พวกเราเศร้าไปเลยเหมือนกัน พวกเราคุยกันว่า “จะเป็นยังไงถ้าแจจุงกับยูชอนเป็นเหมือนที่แสดงในทีวี” แจจุงมีแฟนเยอะเลยนะที่นี่ แต่หลังจากที่เจอทั้งคู่ 2 ครั้งที่โรงแรม (ชั้นโชคดีสุดๆ โรงแรมอยู่ห่างจากบ้านชั้นแค่ 15 นาที!!!) ครั้งแรกที่ La Sorbonne Saint Michel กับอีกครั้งที่พิพิทธภันฑ์ลูฟ ชั้นพูดได้เลยว่าไม่จริง [ตรงนี้ไม่เข้าใจต้นฉบับอะ ตกลงคิดไงกับแจ+คุณปาร์ค ==’]

    ชั้นรู้จักคนขับรถบัสของน้องๆไปเลยแหละ เขาเล่าเรื่องน้องๆให้ชั้นฟังนิดหน่อยด้วย และเพราะพี่คนขับนี่เอง ทำให้ชั้นได้ลายเซ็นของทั้ง 5 เทพ บนปก All About DBSK ชั้นไม่แน่ใจว่าจะเก็บลายเซ็นนี่เอาไว้เองดีมั้ย ซึ่งตอนแรกชั้นก็อยากทำแบบนั้นอยู่หรอกนะ แต่คาสซิโอเปียทุกคนจะร่วมแบ่งปันทุกอย่างที่มีเกี่ยวกับดงบังชินกิ ซึ่งมันทำให้ชั้นรักความสัมพันธ์ในหมู่แฟนคลับแบบนี้ การที่เราทุกคนช่วยเหลือกันและกัน ชั้นได้พบปะ ขอบคุณ คนเหล่านี้ บุคคลที่วิเศษมากๆ ทั้งที่เจอตัวกันและคุยกันทางเน็ท

    จะเริ่มจากยุนโฮนะ ไม่มีทางเลยที่จะหาคำพูดมาบรรยายได้หมด ผู้ชายคนนี้เป็นเจ้าชาย เป็นเทวดาของแท้เลย ยุนโฮใจดีมากๆๆเสมอเลยกับทุกคน ยิ้มตลอด เต็มใจให้ลายเซ็น แม้ว่าจะเหนื่อย แม้ว่าจะโดนผู้จัดการงี่เง่าตะโกนบอกให้ไป ยุนโฮมีความเป็นผู้นำเต็มเปี่ยม ชั้นมีโอกาสได้เจอน้อง ตอนน้องอยู่คนเดียวกับสตาฟอีก 3 คน (ชั้นคิดว่าพวกเค้ามีกัน 16 คนนะ มีผู้หญิง 3 คน ล่าม 1 คน ผู้จัดการ 1 คน และผู้ช่วยอีก 2-3 คน ที่เหลือก็เป็นตากล้อง) ตอนแรกชั้นไม่อยากไปรบกวนน้องเท่าไหร่ แต่เพื่อนชั้นก็ยุอยู่นั่น ชั้นเลยเข้าไปพูดกับน้องว่า “Bonjour” [“สวัสดี”ภาษาฝรั่งเศส] น้องก็ตอบ “Bonjour” กลับมาแบบไม่มีสำเนียง [= =”] ชั้นถามน้องว่าขอจับมือได้มั้ย น้องไม่เข้าใจ แต่มีสตาฟคนนึงช่วยบอกให้ แล้วน้องก็ให้จับ [งี๊ดดดดดดดดดด] ตอนนั้นสติชั้นหลุดไปแล้ว!!ชั้นเกือบลืมพูด au revoir [“แล้วเจอกัน”ภาษาฝรั่งเศส] แล้วชั้นก็เดินออกมา พวกเรารออยู่อีกถนนนึง กรี๊ดแบบที่แฟนๆทำกัน แต่พวกน้องๆคงไม่ได้ยินพวกเราหรอก ชั้นไม่คิดว่าน้องจะรู้ว่าพวกเราเป็นแฟนคลับ เพราะในเช้าวันถัดมา พอน้องเห็นพวกเราที่โรงแรม น้องมองพวกเราอยู่เกือบ 30 วิ 555 ในลูฟยุนยิ้มสดใสมากๆและโบกมือให้พวกเราด้วย แฟนๆทุกคนที่ชั้นคุย พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ยูโนว์ยุนโฮ เป็นคนที่ใจดีที่สุดในโลก (เซ็กซี่ด้วย) [^^] พอคิดถึงพวกแอนตี้แฟน ชั้นรู้สึกเสียใจและโกรธมากจริงๆ เพราะตอนนี้ชั้นรู้แล้วว่ายุนโฮตัวจริงเป็นยังไง แต่พระเจ้า !! น้องผอมเกินไป ดูไม่แข็งแรงเลย หน้าน้องเล็กมากกกกกกก!!! ช่วยกันภาวนาให้น้องด้วยนะ และ อ้อ ! น้องหน้าตาดีมากกก เด็กผู้ชายคนนี้เพียบพร้อมไปซะทุกอย่าง คนที่จะได้แต่งงานกับยุน (แม้ว่าชั้นจะหวังมากๆว่าจะเป็นแจจุง) [555] เป็นผู้หญิงที่โคตรรรโชคดี [แอบใส่อารมณ์ 555]

    ชางมินน่ารักมาก หล่อกว่าในรูปมาก (ยูชอนก้เหมือนกัน) ชั้นเล่าไปแล้วใช่มั้ยว่าชั้นพูดกับน้องที่แอร์พอร์ตยังไง (อันยองงง ชางมินนี่) เมื่อชั้นไปที่โรงแรมที่น้องพัก ชางมินอยู่บนรถบัสกับยุนโฮแล้ว แต่น้องเห็นว่าชั้นชี้ไปที่น้อง ทำท่าประมาณ “เฮ้ ชางมินนี่!” น้องก็เลยขำแบบน่ารักเชียว แล้วก็โบกมือมาทางเรา ทำแบบนี้ด้วยเหมือนกันในวันเสาร์ น้องดูท่าทางปลื้มเวลาเห็นสาวๆมารอ [น้องมินเนี่ยนะ?!] (แฟนฝรั่งเศสยืนรอตรงใกล้ๆรถบัส แล้วก็มีแฟนๆเอเชีย หรือนักท่องเที่ยวไม่รู้ ประมาณ 12 คน รอในโรงแรม มีเด็กผู้หญิงคนนึงอยากให้จดหมายยูชอน แต่ยูชอนมองไม่เห็นเธอ เด็กคนนั้นเลยหันไปหาชางมิน น้องมินชี้ไปที่ยูชอนแล้วบอก “ไม่ ผมไม่ใช่เค้า!”
    จุนซูก็น่ารักเหมือนกัน พยายามพูดกับคนฝรั่งเศส เล่นฟุตบอลกับเด็กในสวน ชั้นได้ยินน้องร้องเพลงตอนถ่ายรูปด้วย โอ้ พระเจ้า! เสียงน้องเริ่ดมากก ชั้นได้คุยกับจุนซูแล้วก็ยูชอนในลูฟนิดนึงด้วย ชั้นพูดกับยูชอนว่า “พวกเราแค่อยากมาบ๊ายบาย” ยูชอนยิ้มให้พวกเราแบบสดใสมากแล้วก็กลับไปคุยโทรศัพท์ต่อ(ยูชอนกับแจจุงคุยโทรศัพท์ ไม่ก็ส่งแมสเซจตลอดเวลา พวกเค้าอาจจะมีแฟนรึเปล่า ชั้นพูดจริงๆนะ ชั้นยินดีด้วยกับยูชอน แต่หึงแจ!!) ตอนนั้นจุนซูนั่งกับพื้นอยู่ ชั้นเข้าไปขอน้องจับมือ มือน้องเล็กและนิ่มมาก ยังกะมือผู้หญิงเลยจริงๆ ชั้นกำลังจะเดินออกมา แต่ก็เหลียวกลับไปพูดกับน้องว่า “เซียจุนซู ไฟท์ติ้ง!” น้องก็ยกมือขึ้น แล้วยิ้มให้ เป็นยิ้มที่ดูเหนื่อยๆแต่น่ารักมาก

    มาถึงแจ ชั้นไม่คิดว่าแจจะเป็นแบบนี้แม้ว่าพวกน้องๆจะเคยแซวกันเองมาบ้าง แจจุงเป็นคนที่หล่อมากก มากก ชั้นไม่ค่อยเขินเท่าไหร่แม้ว่าแจจุงจะเป็นคนที่ชั้นชอบ ชั้นพูดกับทุกคนยกเว้นแจ น้องไม่ดูเหมือนผู้หญิงเลยนะ จริงๆแล้วดูแมนกว่ายุนโฮด้วยเพราะไหล่แจกว้างกว่า น้องเท่มาก บางทีอาจจะมากไปด้วยมั้ย [5555] ไม่รู้ซิ น้องดูค่อนข้างเข้าถึงยากเหมือนเจ้าหญิงบนหอคอยงาช้าง ชอบอยู่กับตัวเอง ถ้าน้องไม่ถ่ายรูปหรือคุยโทรศัพท์อยู่ น้องก็จะอยู่คนเดียวฟัง ipod ขนาดพี่คนขับรถยังบอกเลยว่าเด็กคนนี้ดูต่างจากเพื่อนๆ มีบางอย่างในตัวที่พิเศษ ให้อารมณ์สุขๆเศร้าๆบอกไม่ถูก มีความรู้สึกเศร้าๆออกมาจากตัว คุณพี่คนขับเล่าว่าบางทีพวกเด็กๆนั่งคุยเล่นหัวเราะกันอยู่ แจก็จะออกมาอยู่คนเดียว คิดเรื่องอื่น ออกมาอยู่อีกโลกนึง มีอยู่ครั้งนึงคนอื่นนั่งเม้ากันอยู่ แจจุงเดินออกมา แล้วไปนั่งกับพี่คนขับ ฟังเพลง ไม่ได้พูดอะไร มันทำให้ชั้นเข้าใจฉายา “โบแจจุง” เพราะน้องเป็นคนมีพื้นที่ส่วนตัวมาก แต่น้องก็ใจดีนะ (แถมยังเป็นคนที่แจ่มเจิดเริ่ดดที่สุดในโลกเท่าที่ชั้นเคยเห็นมา) น้องเซ็นลายเซ็นให้แฟนๆทุกครั้งที่จะให้ได้

    อาจจะเป็นเพราะพวกเด็กๆเหนื่อยกันมั้ง ใช่แหละ เหนื่อย แจจุงเลยมีถุงใต้ตาแบบนั้น ไม่แค่แจ แต่ทุกคนด้วย น้องๆต้องมาขึ้นรถตอน 8 โมงครึ่ง และกลับมานอนตอน 5 ทุ่ม ยกเว้นวันเสาร์ พี่คนขับบอกชั้นว่าแฟนๆไม่เข้าใจว่าพวกเค้าไม่ได้มาเที่ยว แต่มาทำงานนะ ขนาดไม่มีเวลาให้ตัวเองเลยด้วยซ้ำจนวันเสาร์ วันที่ไป Les Galleries Lafayette ท่านเทพถึงได้มีโอกาสชอป ทุกที่ที่ไปจะต้องมีคนรู้จักน้อง ที่ Montmartre มีนักท่องเที่ยวเอเชียเยอะ น้องๆแทบทำงานกันไม่ได้ เพราะมีคนรบกวนตลอด ชั้นเลยไม่อยากไปรบกวนน้องด้วยการถ่ายรูปแม้ว่าชั้นจะสามารถทำได้อยู่หลายครั้งก็ตาม มันน่าเหนื่อยจริงๆที่ต้องมีพวกสาวๆคอยมอง ตามติดทุกหนทุกแห่ง พี่คนขับ[เจ้าเก่า...ช่างเม้าท์จริง เฮียคนนี้ อิอิ] เล่าว่ามีแฟนๆชาวจีนนั่งแท็กซี่ตามน้องๆ แล้วที่แอร์พอร์ต ชั้นไม่แน่ใจว่าเป็นกลุ่มเดียวกันนี่รึเปล่าแต่ไม่ใช่คนฝรั่งเศสน่ะที่พยายามจะขึ้นไปบนรถบัสและกรี๊ดยังกะคนบ้า

    ชั้นรู้สึกแย่มากๆ น้องๆทำงานอย่างดีที่สุดเพื่อพวกเรา ชั้นเจอน้องๆแค่ 2 วันชั้นยังเหนื่อยมากๆๆ มีเด็กผู้หญิงคนนึงตามน้อง 3 วันทุกที่ เธอบอกชั้นว่าน้ำหนักลดไป 5 กิโลแล้ว ตั้งแต่เทพมา น้องๆมีเงินแต่ไม่มีเวลาใช้ ต้องเปลี่ยนชุดเป็น 10 ครั้งในหนึ่งวันบนรถบัส ร้องเพลงบนรถ นอนบนรถ มาฝรั่งเศสแต่ไม่ได้พักผ่อนเลย ชั้นเป็นห่วงสุขภาพของน้องๆ ทุกคนผอมกันมาก

    ภาวนาให้พวกเค้ากันนะ รักและสนับสนุนพวกเค้าให้ดีที่สุดเท่าที่คุณจะทำได้ แบ่งปันความรักของดงบังชินกิร่วมกัน

    หวังว่าเรื่องเล่านี่จะไม่น่าเบื่อเกินไปนะ ^^

    --จบบบบ--
    …………………………………………………………………………………..
    What's In Interview (October issue)
    ตอนนี้เดะๆก็มี photobook เล่มที่สองแล้ว ลองมาถามคำถามเดียวกับตอน photobook เล่มแรกเมื่อประมาณปีกว่าๆที่ผ่านมาดูซิ ว่าแต่ละคนเปลี่ยนไปแค่ไหน

    เอาเป็นแบบนี้ละกันเนอะ : (ใหม่/เก่า)
    1. อาหารที่ชอบ
    จุนซู: นัตโตะ...ไก่/นัตโตะ
    มิค: ปลา/ทุกอย่าง
    ยุน: แตงโม/หม้อไฟ
    มิน: พิซซ่า/ทุกอย่าง
    แจ: กิมจิ/อาหารเผ็ดๆ

    2. อาหารที่ไม่ชอบ
    จุนซู: บ๊วย/ส้ม
    มิค: Kusaya (ปลาเค็ม) (แจบอกว่า “พวกเราทุกคนไม่ชอบ Kusaya”)/นัตโตะ
    ยุน: (คำตอบยุนหายไป)/ไม่มี
    มิน: Kusaya /ไม่มี
    แจ: หัวปลาที่อยู่บนจานปลาดิบหรือซูชิ/อาหารหวานๆ
    รักตัวเองและน้องมิน

    3. ที่ที่ชอบ
    จุนซู: (คำตอบหาย)/หลังคาตึกของบริษัท
    มิค: ทะเลสาบ/ห้องผม เป็นที่ๆผมสามารถแต่งเพลงได้
    ยุน: ตึก/ Seoul Tower
    มิน: โรงเรียนธรรมดาๆ /ที่เงียบๆ
    แจ: โอไดบะกับโยโกฮาม่า/ทุกที่ๆมีทะเล หรือแม่น้ำ

    4. ที่ๆไม่ชอบ
    มิค: อ๊า~~~~ ผมขอเปลี่่ยนคำตอบเมื่อกี๊ว่าที่ๆชอบคือ.......สตาร์บัคได้มั้ย!!
    ยุน: ผมขอเปลี่ยนด้วย! ทะเลสาบที่บ้านเกิดที่เกาหลี
    จุนซู: มูนบัคส์!!
    คนสัมภาษณ์: มูนบัคส์??
    มิค: 555 ไม่ใช่ “star” แต่เป็น “moon”สินะ (จุนซูคะ แบบนี้แถวบ้านเพ่เรียกมุค ค ว า ย นะคะ)
    มิน: (เริ่มเอือม) โอเค~~~~ ต่อกันดีกว่าครับ
    มิค: ที่ๆ วุ่นวาย
    จุนซู: เครื่องบิน
    ยุน: รถบัส
    มิน; ที่ๆคนพลุกพล่าน
    มิค: สำหรับผม ไงๆก็โรงเรียน
    จุนซู: อ้า! พวกห้องสมุดน่ะ
    แจ: ที่ๆผมไม่ชอบคือ... ห้องจุนซู!
    มิค: ที่ๆมีจุนซูอยู่ 555
    1. อาหารที่ชอบ
    จุนซู: นัตโตะ...ไก่/นัตโตะ ....

    2. อาหารที่ไม่ชอบ
    มิค:/นัตโตะ

    4. ที่ๆไม่ชอบ
    มิค: ที่ๆมีจุนซูอยู่ 555

    แจจ๋าน่ารักจะตาย^^ จร๊วบบบบบ

    5. สิ่งแรกที่คุณลืมตาขึ้นมาเห็นในตอนเช้า
    มิน: นาฬิกาข้อมือ(ตื่นมาก็ดูเวลา เหมือนเค้าเรย^^)/แสง
    มิค: รูปถ่าย/แจจุง
    แจจ๋า: ไอพอด/ยูชอน
    ยุน: พี่ผู้จัดการ/มือถือ
    จุนซู: เพดาน/ชางมิน

    6. เย็นนี้อยากกินอะไร
    มิค: อะไรที่มีหัวหอมเยอะๆ.. กิมจิจิเกของพี่แจจุง/ บาร์บีคิว
    ยุน: Doenjang jigae (ทำจากเต้าหู้)/หม้อไฟ
    มิน: Freshwater turtle (which has a soft shell) (ตัวอะไรฟระ!!!)/อะไรก็ได้
    แจ: โอ้ว มาตรฐานด้านอาหารของแต่ละคนนี่ต่างกันจัง!
    จุนซู: ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ/ อะไรก็ได้
    แจ: ผมก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ/อะไรง่ายๆ
    7. ถ้าเกิดใหม่ได้ อยากเกิดเป็นใคร
    แจ: ชางมิน เพราะเค้าอัจฉริยะ!/เป็นตัวผมตอนนี้
    มิค: ผมไม่อยากเกิดใหม่อีก/นักขับรถแข่ง
    ยุน: ยังอยากเป็นตัวเอง/ไม่เป็นคนที่เหมือนผมก็คงเป็นผมเอง
    จุนซู: บิล เกตส์/ลม
    มิน: ผมก็ยังอยากเป็นตัวเอง/ชาวนา
    แจ: 55 งั้นก็มีชางมินสองคนสิ (เพราะแจบอกว่าอยากเป็นน้องมิน)

    8. ถ้ามีโอกาสพักผ่อน อยากทำอะไรกัน
    จุนซู: ท่องเที่ยว/เล่นฟุตบอล
    ยุน: กลับบ้านเกิด(บ้านนอก)/ไปเยอรมัน
    มิน: ท่องเที่ยวคนเดียว(จุนซูอย่ามายุ่ง)/ไปบอลโลกเดือนมิถุนา
    แจ: ผมว่าไม่มีวันหยุดหรอก/ไปดูทะเล
    มิค: 55 จริง มองโลกตามความเป็นจริงมากๆ/ดูหนัง
    5. สิ่งแรกที่คุณลืมตาขึ้นมาเห็นในตอนเช้า
    มิค: แจจุง
    แจจ๋า: ยูชอน

    6. เย็นนี้อยากกินอะไร
    มิค: อะไรที่มีหัวหอมเยอะๆ.. กิมจิจิเกของพี่แจจุง /// ปีที่แล้วมานยังเรียกเค้าพี่อยู่เรยยยย

     

    October 02

    เตือนคนที่ใช้คอมพิวเตอร์บ่อย ไม่ว่าจะใช้เล่นเกมส์ หรือใช้ว่าทำงาน

     
    ได้เมลล์จากเพื่อนมา
    ลองอ่านดูนะ แล้วก็ดูแลตัวเองด้วย
    เป็นห่วงนะ ^_^
    ตอนนี้ในประเทศไทยมีคนเป็นโรค ' วุ้นในลูกตาเสื่อม ' ถึง 14 ล้านคน แล้วครับจากข้อมูลทางหนังสือพิมพ์
    ( นี่เฉพะาแค่ที่มีข้อมูลบันทึกไว้นะครับ คนที่ไม่รู้ตัวเองว่าตัวเองก้อเป็นจะมากขนาดไหน ?)
    ผมคิดว่า ในขณะที่คุณอ่านข้อความของผมนี้จากทางเนต บางคนก้อเป็นแต่ไม่รู้ตัวครับ
    **********************************************************
    อาการก้อคือ== > คุณจะเห็นเป็นคราบดำๆ เหมือนยักใย่ ลอยไปลอยมา เหมือนคราบที่ติดกระจกน่ะครับ
    จะเห็นชัดก้อต่อเมื่อ คุณมองไปยังภาพแบล็คกราวนด์ที่มีสีสว่าง เช่น ท้องฟ้าขาวๆ ฝาห้องขาวๆ ฝาห้องน้ำขาวๆ จะเห็นเป็นคราบดำๆ ลอยไปลอยมา
    *
    ถ้าอาการมากกว่านั้นก้อคือ ประสาทตาฉีกขาด คุณจะมองเห็นแสงแฟลช ในที่มืด ไม่ว่าหลับตาหรือลืมตา (น่ากลัวมากๆ)
    และถึงขั้นนี้จะต้องผ่าตัด (ซึ่งไม่มีอะไรรับประกันว่าจะดีเหมือนเดิม จะตาบอดหรือไม่ ?)
    **********************************************************
    สาเหตุของโรคนี้คือ == > ' การใช้สายตามากเกินไป ' ( เล่นคอม)
    แต่ก่อนโรคนี้จะเกิดกับผู้สูงอายุ หรือ คนที่มีอาชีพใช้สายตามากๆ เช่น ช่างเจียรไนเพชรพลอย ที่ต้องใช้สายตาเพ่งมากๆ
    แต่เด๋วนี้คนเป็นโรควุ้นในลูกตาเสื่อมกันมากเพราะ เล่นเนต หรือ เล่นคอม
    ( คุณฟังไม่ผิดหรอกครับ เด๋วนี้คนเป็นโรคนี้กันมากเพราะเล่นคอมนี่แหละ)
    **********************************************************
    ถามว่าทำไม คนเล่นเนต เล่นคอม ถึงเป็นกันมาก ?
    ไม่ว่าคุณจะเล่นเนต , เล่นเกมส์ , อ่านไดอารี่ , อ่านบทความ , อ่านหนังสือ หรืออะไรก้อตาม ที่อยู่บนจอคอมพิวเตอร
    ' ล้วนทำให้สายตาคุณเสียได้ทั้งสิ้น '
    เพราะว่า ถ้าคุณอ่านหนังสือที่เป็นแผ่นกระดาษธรรมดาๆ ' ระยะห่างระหว่าง ลูกตา กับ ตัวหนังสือ จะคงที่ แน่นอน '
    เพราะขอบของตัวหนังสือจะคมชัด ทำให้สมองกะระยะโฟกัสได้ถูกต้องแน่นอน กล้ามเนื้อและประสาทตา จึงทำงานค่อนข้างคงที่
    แต่ ! ตัวหนังสือบนจอคอมพิวเตอร์นั้น มีลักษณ์เป็นจุดๆ ประกอบกัน เหมือนแขวนลอยบนจอ ขอบของตัวหนังสือไม่ชัด
    สมองจะสับสนในการปรับระยะโฟกัส (เพราะจอแก้ว จะมีความหนาของแก้ว แต่เรามองผ่านมันไป )
    ( และจอ LCD เราก้อต้องมองผ่านเข้าไปเหมือนกัน ตัวหนังสือมันไม่ได้ติดอยู่ด้านบนเหมือนอยู่บนแผ่นกระดาษ)
    การปรับระยะโฟกัสจึงไม่แน่นอน
    *********************************************************
    บวกกับ ลักษณะการอ่านหน้าหนังสือในคอมนั้น จะต้องใช้เม้าส์จิ้ม ลากแถบด้านข้างจอ เพื่อเลื่อนบรรทัดหนังสือขึ้นลง
    เพื่อจะอ่านบรรทัดด้านล่างได้ หรือไม่ก้อ ใช้ลูกหมุนที่อยู่บนเม้าส์ หมุนเพื่อเลื่อนบรรทัดหนังสือ
    แต่ การเลื่อนบรรทัดนี้ มันไม่เหมือนกับการอ่านหนังสือจากแผ่นกระดาษที่แขนกับคอ
    จะปรับการมองขึ้นลงโดยอัตโนมัติ มีระยะที่แน่นอน สัมพันธ์กัน
    แต่ว่าการเลื่อนบรรทัดด้วยแถบด้านข้าง หรือลูกกลิ้งบนเม้าส์นั้น มันจะมีลักษณะการเลื่อนแบบกระตุกๆ (คุณสังเกตุดู)
    มันจึงทำให้ปวดตามากๆ เพราะลูกตา จะต้องลากลูกตา เลื่อนตามบรรทัดที่กระตุกๆ นั้นไปตลอด
    บวกกับ การพิมพ์ตัวหนังสือนั้น บางที คุณต้องก้มเพื่อมองนิ้ว ว่ากดตำแหน่งบนแป้มพิมพ์ถูกตัวอักษรหรือไม่ ทำให้เด๋วก้ม เด๋วเงย
    ลูกตาปรับโฟกัสบ่อยเกิน ทำให้ลูกตาทำงานหนัก กว่าจะพิมพ์งานเสร็จ คุณจะปวดตามากๆๆ
    อย่างเด็กนักศึกษา เร่งพิมพ์รายงานส่งอาจารย์ ติดต่อกันข้ามคืน สองสามวัน ตาจะปวดมากๆ รวมทั้งเวลาการเปิดโปรแกรม word
    ในการพิมพ์ตัวหนังสือมักจะมีสีพื้นที่เป็นสีสว่าง (ที่นิยมก้อคือ ตัวหนังสือดำ พื้นสีขาว )
    สีพื้นที่สว่างขาวจ้า นี่เอง ทำให้ตาคุณจะเกิดอาการแพ้แสง ถ้ามีการพิมพ์ติดต่อกันนานๆ เพราะจ้องจอสีขาวนานเกินไป
    หรือไม่ก้อ ในคนที่ชอบเล่นเกมส์บ่อยๆ มักจะมีการปรับแสงสว่างให้จ้าที่สุด เพราะเวลาเล่นเกมส์
    ภาพพื้นหลังของเกมส์มักจะมืดๆ เป็นสีกำแพง เป็นสีปราสาท มันจะให้สีสวยสดดี
    แต่การทำแบบนี้มีข้อเสียคือ บางทีคุณหรือพี่น้องของคุณมาใช้คอมเครื่องนั้นต่อ
    จะทำให้บางครั้งลืมปรับความสว่างกลับมาให้มืดเหมือนเดิม
    จากที่แค่สว่างพอที่จะพิมพ์รายงาน กลายเป็นจ้องจอสว่างจ้า ตลอดคืนไม่รู้ตัว
    ************************************************************************
    สรุปก้อคือ
    1. การมองตัวหนังสือที่แขวนลอยอยู่ในจอ โฟกัสไม่แน่นอน กล้ามเนื้อลูกตาทำงานหนัก ' ทำให้สายตาเสีย '
    2. การเลื่อนตัวหนังสือและแถบบรรทัด ในหน้าคอม หรือ หน้าเนต มันจะเลื่อนแบบเป็นกระตุกๆ ' ทำให้สายตาเสีย '
    การกระตุกๆ ของแถบบรรทัดนี่เอง ที่ทำให้สายตาเสีย
    ถ้าคุณอ่านหนังสือจากเวปมากๆ คุณจะติดนิสัยเสียอย่างนึงติดตัวไปคือ
    คุณจะติดนิสัย มองอะไรก้อตาม ไม่ว่าใกล้ไกล จะปรับโฟกัสมองเพ่งอยู่เสมอ ผลก้อคือ กล้ามเนื้อตาทำงานหนัก
    คุณจะเริ่มมองของที่อยู่ไกลๆ เบลอๆ คุณจะไม่สามารถปรับโฟกัส มองของใกล้ แล้วมองไกล ได้ทันทีเหมือนเคย
    ( กล้ามเนื้อประสาทลูกตาจะล้า การปรับโฟกัสลูกตาเริ่มช้าลง)
    3. การก้มๆเงยๆ มองแป้นพิมพ์ และมองจอคอม กลับไปกลับมา ' ทำให้สายตาเสีย '
    4. การปรับจอภาพที่มีแสงสว่างจ้า มากเกินไปโดยไม่รู้ตัว ' ทำให้สายตาเสีย '
    ( ข้อนี้ คล้ายๆ กับ การเปิดดูทีวี ในห้องมืดๆ เป็นประจำ แล้วทำให้สายตาเสียน่ะเอง อย่างเดียวกัน)
    5. การใช้จอคอม ที่มีความกว้างมากเกิน !!
    ( จอคอมกว้างๆ นั้น เหมาะสำหรับการดูภาพ ดูหนัง แต่ไม่เหมาะกับการดูตัวหนังสือ !!)
    เพราะว่า สายตาคนเรานั้นมีระยะการมองตัวอักษรที่ 1 ฟุต ( 12 นิ้ว)
    แต่จอคอมสมัยใหม่ กลับมีความกว้าง 17 นิ้ว 19 นิ้ว หรือมากกว่านั้น
    ซึ่งมันกว้างเกินระยะกวาดสายตามอง จากขอบหนึ่งไปสู่ อีกขอบหนึ่ง ( ทำให้ปวดทั้งคอ ทั้งลูกตา)
    แค่คุณนั่งอ่านหนังสือบนจอกว้างแบบนี้ หนึ่งชั่วโมง ลูกตาคุณจะทำงานปรับโฟกัส กลับไปกลับมา เป็นพันๆ ครั้ง
    และถ้าเป็นปี หรือ หลายปี ติดต่อกัน สายตาคุณเสียแน่นอน

    เพราะฉนั้น ถ้าคุณจะอ่านหนังสือจากจอคอม ขนาดของจอคอมของคุณ ควรไม่เกิน 15 นิ้ว
    ถามกลับไปว่า ทำไม กระดาษเอกสาร ที่ใช้ในการอ่าน การเขียนทั่วไป จึงมีขนาด A4 ?
    ( คำตอบ ก้อคือ ความกว้างของกระดาษ A4 ไม่กว้างเกินไป กำลังพอดี ในการกวาดสายตามอง ยังงัยล่ะครับ)
    และเป็นคำตอบเดียวกับที่ว่า ทำไมขนาดของจอคอมคุณที่จะเอามาอ่านหนังสือ ไม่ควรเกิน 15 นิ้ว นั่นเอง
    **********************************************************
    และส่วนมากคนทั่วไป มักจะคิดไม่ถึงว่า การเล่นคอมทุกวัน ง่ายๆ นั้น
    จะเป็นสาเหตุใหญ่ที่สามารถทำให้ตาบอดได้ ถ้าเกิดรุนแรง เพราะกว่าจะรู้ตัวไปหาหมอ
    หมอก้ออาจจะบอกว่าคุณไม่สามารถรักษาหายได้แล้ว และต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเท่านั้น!!!
    **********************************************************
     
    ผมจึงอยากจะฝากประโยคเอาไว้ให้คนที่เล่นคอมทุกคนว่า
    ' คอมพิวเตอร์นั้น มีไว้สำหรับการค้นหามูล ไม่ได้มีไว้สำหรับการอ่านเป็นประจำ '
    โดยเฉพาะการอ่าน อะไรก้อตามที่ยาวๆ เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นไดอารี่ หนังสือบนเนต คุณเสี่ยงทั้งนั้น
    เพราะฉนั้น ' เราควรจะกลับมาอ่านหนังสือกระดาษกันเหมือนเดิม ลืมเรื่อง เล่นเนต เล่นคอมซะ เพื่อสุขภาพตา '